การค้นหาขั้นสูง
ผู้เยี่ยมชม
8846
อัปเดตเกี่ยวกับ: 2554/07/03
คำถามอย่างย่อ
ประโยค “ทุกวันคือาชูรอ ทุกแผ่นดินคือกัรบะลา” เป็นฮาดีษหรือไม่? มีหลักฐานเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวมากน้อยเพียงใด
คำถาม
ผมได้ยินมาจากหลายคนว่าฮาดีษดังกล่าวไม่น่าเชื่อถือนัก หรืออาจไม่ไช่ฮะดีษด้วยซ้ำ“ทุกวันคืออาชูรอ ทุกแผ่นดินคือกัรบะลา” จากการค้นคว้าทางอินเตอร์เนต พบว่ามีการอ้างอิงว่าฮะดีษดังกล่าวจากท่านอิมามศอดิก (อ.) กรุณาให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว และหากประโยคนี้เป็นฮาดีษจริง กรุณาระบุว่ามีหลักฐานและความถูกต้องมากน้อยเพียงใด
คำตอบโดยสังเขป

จากการศึกษาตำราฮะดีษ  เราไม่พบหลักฐานใดๆที่ระบุว่าประโยคดังกล่าวเป็นฮาดีษบรรดามะศูมีน อย่างไรก็ดี ประโยคนี้ให้นิยามเหตุการณ์กัรบะลาและแนวทางอิมามัตไว้อย่างถูกต้อง อีกทั้งแฝงไว้ด้วยบทเรียนและคำสอนอันทรงคุณค่า เพราะแม้ว่าจะไม่มีวันใดเสมอเหมือนกับวันอาชูรออีกแล้ว แต่การกดขี่ผู้อ่อนแอโดยผู้อธรรมก็ยังคงมีอยู่จวบจนการปรากฏกายของอิมามมะฮ์ดี (อ.) ซึ่งจะจัดการถอนรากถอนโคนการกดขี่ให้หมดสิ้น  ทั้งนี้ วัฒนธรรมของอาชูรอจะยังคงอยู่ตราบชั่วนิรันดร์ และกัรบะลาก็ยังคงเป็นเครื่องหมายของการทุ่มเทเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ และการต่อสู้กับความอยุติธรรมต่อไป ผู้นำทางศาสนาของเราได้สอนเราเช่นนี้ว่า จะต้องต่อสู้กับการกดขี่ของผู้อธรรม และท่านเหล่านั้นก็ได้ปฏิบัติให้เป็นที่ประจักษ์เสมอ ด้วยเหตุนี้ อาชูรอจึงมิได้จำกัดอยู่ในกรอบแห่งกาลเวลาหรือสถานที่

คำตอบเชิงรายละเอียด

จากการศึกษาตำราฮะดีษ  เราไม่พบหลักฐานใดๆ[1]ที่ระบุว่าประโยคดังกล่าวเป็นฮาดีษบรรดามะศูมีน[2]อย่างไรก็ดี ประโยคนี้ให้นิยามเหตุการณ์กัรบะลาและแนวทางอิมามัตไว้อย่างถูกต้อง อีกทั้งแฝงไว้ด้วยบทเรียนและคำสอนอันทรงคุณค่า เพราะแม้ว่าจะไม่มีวันใดเสมอเหมือนกับวันอาชูรออีกแล้ว แต่การกดขี่ผู้อ่อนแอโดยผู้อธรรมก็ยังคงมีอยู่จวบจนการปรากฏกายของอิมามมะฮ์ดี (อ.) ซึ่งจะจัดการถอนรากถอนโคนการกดขี่ให้หมดสิ้น  ทั้งนี้ วัฒนธรรมของอาชูรอจะยังคงอยู่ตราบชั่วนิรันดร์ และกัรบะลาก็ยังคงเป็นเครื่องหมายของการทุ่มเทเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ และการต่อสู้กับความอยุติธรรมต่อไป ผู้นำทางศาสนาของเราได้สอนเราเช่นนี้ว่า จะต้องต่อสู้กับการกดขี่ของผู้อธรรม และท่านเหล่านั้นก็ได้ปฏิบัติให้เป็นที่ประจักษ์เสมอ ด้วยเหตุนี้ อาชูรอจึงมิได้จำกัดอยู่ในกรอบแห่งกาลเวลาหรือสถานที่

ประโยค “กุลลุเยาวมินอาชูรอ กุลลุอัรฎินกัรบะลา” แสดงให้เห็นว่าการเผชิญหน้ากันระหว่างสัจธรรมและอธรรมยังคงมีอยู่ในทุกยุคสมัย อาชูรอและกัรบะลาเปรียบเสมือนโซ่ข้อสำคัญในกระบวนการเผชิญหน้าดังกล่าว สัจธรรมและความอธรรมจะเผชิญหน้ากันเสมอ โดยที่อิสรชนต่างมีหน้าที่ต้องปกป้องสัจธรรมและกำราบอธรรม การวางเฉยต่อการเผชิญหน้าดังกล่าวย่อมจะถือเป็นพฤติกรรมของคนที่ไม่ใส่ใจต่อศาสนา

อิมามโคมัยนี ซึ่งเป็นผู้เจริญรอยตามอิมามฮุเซน(อ.) และเป็นผู้สถาปนาสาธารณรัฐอิสลาม อีกทั้งเป็นผู้ที่ต่อกรกับทรราชย์ในยุคสมัยของท่าน ท่านเชื่อว่าประโยคนี้คือ “วาทะอันยิ่งใหญ่” และว่าจะต้องปกป้องนัยยะของอาชูรอ และจะต้องประยุกต์ใช้บทเรียนของกัรบลาให้ได้  ท่านกล่าวว่า“ประโยคนี้ (กุลลุเยามินอาชูรอ กุลลุอัรฏินกัรบะลา)ถือเป็นวาทะอันยิ่งใหญ่  ประชาชาติของเราจะต้องคำนึงถึงความหมายนี้ทุกๆวันว่า วันนี้แหล่ะคืออาชูรอที่เราจะต้องต่อสู้กับการกดขี่ และสถานที่แห่งนี้แหล่ะคือกัรบะลาที่เราจะต้องแสดงบทบาทเฉกเช่นผู้ที่อยู่ในกัรบะลา สิ่งนี้หาได้จำกัดเฉพาะพื้นที่เดียวไม่  หาได้เจาะจงบุคคลหนึ่งบุคคลใดไม่ เหตุการณ์กัรบะลาไม่ได้เจาะจงไว้สำหรับกลุ่มบุคคลเจ็ดสิบกว่าคน เพราะทุกจุดภูมิศาสตร์ในโลกจะต้องมีบทบาทนี้”[3]

อิมามโคมัยนีเชื่อว่าการปฏิวัติและการพลีชีพของท่านอิมามฮุเซน(อ.) ควรเป็นบรรทัดฐานสำหรับจารีตทางสังคมของมุสลิม พื้นฐานความเชื่อดังกล่าวช่วยให้ท่านสามารถขับเคลื่อนการปฏิวัติอิสลามในอิหร่าน  ท่านกล่าวว่า การกระทำของอิมามฮุเซน(อ.) วิสัยทัศน์ แนวทางของท่าน และชัยชนะที่ตัวท่านเองและอิสลามได้มาด้วยการพลีชะฮีดนั้น(ล้วนประยุกต์ใช้ได้)  ส่วนประโยคอันแฝงด้วยบทเรียน(กุลลุเยาม์ฯ)นั้น ก่อให้เกิดหน้าที่และนิมิตหมายที่ดี หน้าที่ก็คือ ทำให้ทราบว่า แม้ผู้ที่อยู่ภายใต้การกดขี่จะมีกำลังพลอันน้อยนิด แต่ก็มีหน้าที่ลุกขึ้นต่อต้านผู้อธรรมที่มีแสนยานุภาพเยี่ยงซาตาน ดังที่อิมามฮุเซน(อ.)ได้ยืนหยัดมาแล้ว  ส่วนที่ว่าเป็นนิมิตหมายอันดี ก็เนื่องจากว่า บรรดาชะฮีดของพวกเราได้รับการยอมรับให้เป็นส่วนหนึ่งของชะฮีดแห่งกัรบะลาเช่นกัน”

ท่านยังได้กล่าวในช่วงสงครามระหว่างอิหร่านกับอิรักว่า “แม้สมรภูมิอาชูรอจะเป็นสงครามที่สั้นที่สุดในแง่กาลเวลา(ครึ่งวัน) แต่ในแง่ของความต่อเนื่อง สงครามนี้เป็นสงครามที่มีการเผชิญหน้ากับความยุติธรรมที่ยาวนานที่สุด และตราบใดที่ยังมีผู้ไฝ่ฝันอยากเป็นชะฮีดเพื่อช่วยเหลืออิมามฮุเซน ณ กัรบะลาดังประโยคที่ว่า
 یا لیتنا کنا معکم‏ فنفوز فوزا عظیما[4] เมื่อนั้นสมรภูมิแห่งกัรบะลาก็ยังคงร้อนระอุเสมอ[5]

กล่าวคือ ดังที่อิมามฮุเซน (อ.)เป็นผู้สืบเจตนารมณ์ของท่านนบีอาดัม(อ.) นบีอิบรอฮีม(อ.) นบีนูฮ์(อ.) นบีมูซา(อ.) นบีอีซา(อ.) และนบีมูฮัมหมัด(ศ็อลฯ)ฉันใด เหล่าบรรดาสาวกอาชูรอก็เป็นผู้สืบเจตนารมณ์ญิฮาดและการพลีชะฮีดฉันนั้น และพวกเขาไม่มีวันที่จะทิ้งธงชัยแห่งกัรบะลา เหล่านี้คือแก่นแท้ทางการเมืองการปกครองของชีอะฮ์ ดังที่อิมามฮุเซน (อ.) กล่าวไว้ว่า “فلکم فیّ اسوة  วิถีของฉันคือแบบฉบับสำหรับพวกท่าน”[6]

แนวคิดนี้หักล้างความเชื่อที่ว่า กัรบะลาและการต่อสู้ของอิมามฮุเซน (อ.) เป็นหน้าที่เฉพาะสำหรับอิมามผู้เดียวเท่านั้น โดยผู้อื่นไม่อาจจะปฏิบัติตามแนวทางนี้ได้

ชีอะฮ์คือผู้พร้อมทะยานมุ่ง
เมื่อเมฆหมอกเคลื่อนออกจากดวงตะวัน
ชีอะฮ์คือผู้กระหายการทดสอบ
ชีอะฮ์คือมหากาพย์การต่อสู้ ณ กัรบะลา
ชีอะฮ์คือแสงสะท้อนจากฟากฟ้า
สู่รุ้งงามที่โค้งผ่านปลายหอก
ขอสดับฟังเสียงท่านจากยอดคม
ถ้อยคารมที่ว่า
ฉันไม่เห็นความตายนอกจากความผาสุก[7]

นักเขียนผู้หนึ่งได้บันทึกไว้ว่า “เราเชื่อมั่นว่า หากอิมามฮุเซน (อ.) อยู่ในยุคสมัยของเรา ท่านจะสร้างกัรบะลาคำรบสองในพื้นที่อัลกุดส์,ตอนใต้ของเลบานอนและพื้นที่ส่วนใหญ่ของมุสลิมอย่างแน่นอน และท่านจะยังคงรักษาจุดยืนเดิมเช่นที่เคยเผชิญหน้ามุอาวียะฮ์และยะซีด”[8]



[1] บ้างเชื่อว่าประโยคดังกล่าวเป็นฮะดีษจากอิมามศอดิก(.)แต่มิได้อ้างหลักฐานใดๆประกอบ ดู: สาส์นอาชูรอ,อับบาส อะซีซี,หน้า 28 และ ปทานุกรมอาชูรอ,ญะวาด มุฮัดดิซี,หน้า 371.

[2] บ้างกล่าวถึงเบาะแสที่ว่าประโยคดังกล่าวมิไช่ฮะดีษจากมะอ์ศูม ดู: นิตยสารอุลูมุลฮะดีษ,ฉบับที่ 26.

[3] ศ่อฮีฟะฮ์ นู้ร,เล่ม 9,หน้า 202.

[4] ซิยารัตอาชูรอ.

[5] ศ่อฮีฟะฮ์ นู้ร,เล่ม 20,หน้า 195.

[6] ตารีคฏอบะรี,เล่ม 4,หน้า 304.

[7] แปลจากบทกวีจดหมายเหตุชีอะฮ์,มุฮัมมัดริฎอ ออฆอซี(นสพ.เคย์ฮอน ฉบับ12/6/71)

[8] อัลอินติฟาฎอตุชชีอียะฮ์,ฮาชิม มะอ์รูฟ อัลฮะซะนี,หน้า 387.

แปลคำถามภาษาต่างๆ
ความเห็น
จำนวนความเห็น 0
กรุณาป้อนค่า
ตัวอย่าง : Yourname@YourDomane.ext
กรุณาป้อนค่า
<< ลากฉัน
กรุณากรอกจำนวนที่ถูกต้องของ รหัสรักษาความปลอดภัย

หมวดหมู่

คำถามสุ่ม

  • เหตุใดจึงไม่ควรครุ่นคิดเกี่ยวกับความลึกซึ้งของการสรรสร้าง?
    6257 เทววิทยาดั้งเดิม 2555/02/19
    ประเด็นหนึ่งที่กุรอานและฮะดีษเน้นย้ำไว้เป็นพิเศษก็คือ การครุ่นคิดเกี่ยวกับการสร้างสรรพสิ่งต่างๆ[1] ทว่าควรหลีกเลี่ยงการไตร่ตรองเกี่ยวกับอาตมันของอัลลอ์ ดังฮะดีษนบี(ซ.ล.)ที่ว่า จงครุ่นคิดเกี่ยวกับสรรพสิ่งที่อัลลอฮ์สร้างเถิด แต่ในกรณีของอาตมันของพระองค์นั้น ไม่บังควรอย่างยิ่ง”[2] อีกฮะดีษหนึ่ง ท่านนบีระบุถึงสาเหตุที่ห้ามมิให้ไตร่ตรองเกี่ยวกับอาตมันของอัลลอฮ์ว่า “เนื่องจากพวกท่านไม่อาจจะเข้าถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์เด็ดขาด”[3] ด้วยเหตุนี้ นอกจากจะไม่มีการห้ามครุ่นคิดเกี่ยวกับการสรรสร้างของพระองค์แล้ว ...
  • สายรายงานของฮะดีษท่านนบี(ซ.ล.)ที่ระบุให้ท่องจำฮะดีษสี่สิบบทเศาะฮี้ห์หรือไม่? และสี่สิบบทนี้หมายถึงฮะดีษประเภทใด?
    8309 ดิรอยะตุลฮะดีซ 2555/02/18
    ท่านนบี(ซ.ล.)ได้กล่าวไว้ในฮะดีษที่เรียกกันว่า “อัรบะอีน” ซึ่งรายงานไว้ในตำราฝ่ายชีอะฮ์[1]และซุนหนี่[2]บางเล่มเนื้อหาของฮะดีษนี้เป็นการรณรงค์ให้ท่องจำฮะดีษสี่สิบบทอาทิเช่นสำนวนต่อไปนี้: “ผู้ใดในหมู่ประชาชาติของฉันที่ได้ท่องจำฮะดีษที่จำเป็นต่อการดำรงศาสนาของผู้คนถึงสี่สิบบทอัลลอฮ์จะทรงปกป้องเขาในวันกิยามะฮ์และจะฟื้นคืนชีพในฐานะปราชญ์ศาสนาที่มีเกียรติ”[3] ฮะดีษนี้มีความเป็นเอกฉันท์ (ตะวาตุร) ในเชิงความหมาย[4]และเป็นฮะดีษเศาะฮี้ห์ฮะดีษข้างต้นมีส่วนสำคัญที่ช่วยให้เกิดแรงจูงใจในหมู่นักวิชาการในการประพันธ์ตำรารวบรวมฮะดีษสี่สิบบทโดยตำราเหล่านี้รวบรวมฮะดีษจากบรรดามะอ์ศูมีนสี่สิบบทเกี่ยวกับประเด็นความศรัทธาและหลักจริยธรรมในบางเล่มมีการอธิบายเพิ่มเติมด้วยทั้งนี้ฮะดีษข้างต้นมิได้ระบุประเภทฮะดีษเอาไว้เป็นการเฉพาะแต่หมายรวมถึงฮะดีษทุกบทที่มีประโยชน์ต่อมนุษย์ทั้งโลกนี้และโลกหน้าอัลลามะฮ์มัจลิซีเชื่อว่า “การท่องจำฮะดีษ” ที่ระบุไว้ในฮะดีษข้างต้นมีระดับขั้นที่แตกต่างกันซึ่งจะกล่าวโดยสังเขปดังนี้: หนึ่ง. “การท่องจำฮะดีษ”ในลักษณะการรักษาถ้อยคำของฮะดีษอย่างเช่นการปกปักษ์รักษาไว้ในความจำหรือสมุดหรือการตรวจทานตัวบทฮะดีษฯลฯสอง. การปกปักษ์รักษาฮะดีษในลักษณะการครุ่นคิดถึงความหมายของฮะดีษอย่างลึกซึ้งหรือการวินิจฉันบัญญัติศาสนาจากฮะดีษสาม. การปกปักษ์รักษาฮะดีษในลักษณะปฏิบัติตามเนื้อหาของฮะดีษ
  • การกระทำใดบ้างที่ส่งผลให้คนเราแลดูสง่ามีราศี?
    6131 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/06/28
    ในมุมมองของอิสลามความสง่างามแบ่งได้เป็นสองประเภทอันได้แก่ความงดงามภายนอกและภายใน.ปัจจัยที่สร้างเสริมความสง่างามภายในตามที่ฮะดีษบ่งบอกไว้ก็คือความอดทนความสุขุมความยำเกรง...ฯลฯ
  • ชะตากรรมของเหล่าภรรยาท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) หลังจากเหตุการณ์กัรบะลาอฺเป็นอย่างไรบ้าง?
    7273 تاريخ بزرگان 2554/12/21
    ท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) มีภรรยาทั้งสิ้น 5 คน, นักประวัติศาสตร์บางท่านจำนวนบุตรของท่านท่านอิมาม (อ.) ที่เกิดจากภรรยาเหล่านี้มีจำนวน 6 คนหรือบางคนกล่าวว่ามีมากกว่า
  • “ฟาฏิมะฮ์”แปลว่าอะไร? และเพราะเหตุใดท่านนบีจึงตั้งชื่อนี้ให้บุตรีของท่าน?
    22880 ชีวประวัติมะอฺซูม (อ.) 2554/06/12
    ไม่จำเป็นที่ชื่อของคนทั่วไปจะต้องสื่อความหมายพิเศษหรือแสดงถึงบุคลิกภาพของเจ้าของชื่อเสมอไปขอเพียงไม่สื่อความหมายถึงการตั้งภาคีหรือขัดต่อศีลธรรมอิสลามก็ถือว่าเพียงพอแต่กรณีปูชณียบุคคลที่ได้รับการขนานนามจากอัลลอฮ์เช่นท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ซะฮ์รอ(ส) นามของเธอย่อมมีความหมายสอดคล้องกับคุณลักษณะเฉพาะตัวอย่างแน่นอนนาม “ฟาฏิมะฮ์”มาจากรากศัพท์ “ฟัฏมุน” ...
  • การบริโภคเนื้อเต่าคือมีฮุกุมอย่างไร? ฮะลาลหรือฮะรอม?
    6656 สิทธิและกฎหมาย 2554/09/11
    การบริโภคเนื้อเต่าถือว่าเป็นฮะรอม[1]ในภาษาอาหรับเรียกเต่าว่า “ซุลฮะฟาต” และมีริวายะฮ์มากมายที่กล่าวว่าเป็นฮะรอม[2]
  • เพราะเหตุใดกอบีลจึงสังหารฮาบีล?
    10222 วิทยาการกุรอาน 2554/06/22
    จากโองการอัลกุรอานเข้าใจได้ว่าสาเหตุที่กอบีลได้สังหารฮาบีลเนื่องจากมีความอิจฉาริษยาหรือไฟแห่งความอิจฉาได้ลุกโชติช่วงภายในจิตใจของกอบีลและในที่สุดเขาได้สังหารฮาบีลอย่างอธรรม ...
  • เพราะสาเหตุใดอัลกุรอานอ่านจึงมิได้ถูกรวบรวมตามการถูกประทานลงมา
    7917 วิทยาการกุรอาน 2557/01/22
    ไม่มีคำสั่งหรือรายงานใดจากท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) เกี่ยวกับการรวบรวมอัลกุรอาน ตามการประทานลงมามาถึงพวกเรา การรวบรวมอัลกุรอานได้ถูกกระทำลงไปหลายขั้นตอนด้วยกัน ท่านอิมามอะลี (อ.) เป็นผู้รวบรวมอัลกุรอานตามการประทานลงมา แต่ในที่สุดอัลกุรอานที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ เป็นการรวบรวมโดยเหล่าบรรดาสากวก โดยได้รับความเห็นชอบจากบรรดาอะฮฺลุลบัยตฺ (อ.) ว่าสมบูรณ์ ...
  • เหตุใดจึงห้ามกล่าวอามีนในนมาซ?
    10445 สิทธิและกฎหมาย 2555/04/02
    มีฮะดีษจากอะฮ์ลุลบัยต์ระบุว่าการกล่าวอามีนในนมาซไม่เป็นที่อนุมัติ และจะทำให้นมาซบาฏิล โดยหลักการแล้ว ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ถึงการไม่เป็นที่อนุมัติ ทั้งนี้ก็เพราะการนมาซเป็นอิบาดะฮ์ประเภทหนึ่ง ซึ่งย่อมไม่สามารถจะเพิ่มเติมได้ตามใจชอบ ฉะนั้น หากไม่สามารถจะพิสูจน์การเป็นที่อนุมัติของส่วนใดในนมาซด้วยหลักฐานทางศาสนา ก็ย่อมแสดงว่าพฤติกรรมนั้นๆไม่เป็นที่อนุมัติ เพราะหลักเบื้องต้นในการนมาซก็คือ ไม่สามารถจะเพิ่มเติมใดๆได้ หลักการสงวนท่าที(อิห์ติยาฏ)ก็หนุนให้งดเว้นการเพิ่มเติมเช่นนี้ เนื่องจากเมื่อเอ่ยอามีนออกไป ผู้เอ่ยย่อมไม่แน่ใจว่านมาซจะยังถูกต้องอยู่หรือไม่ ต่างจากกรณีที่มิได้กล่าวอามีน ...
  • จะต้องชำระคุมุสกรณีของทุนทรัพย์ด้วยหรือไม่?
    5606 สิทธิและกฎหมาย 2555/04/16
    ทัศนะของบรรดามัรญะอ์เกี่ยวกับคุมุสของทุนทรัพย์มีดังนี้ ในกรณีที่บุคคลได้จัดหาทุนทรัพยจำนวนหนึ่ง แต่หากต้องชำระคุมุสจะไม่สามารถทำมาหากินด้วยทุนทรัพย์ที่คงเหลือได้ อยากทราบว่าเขาจะต้องชำระคุมุสหรือไม่? มัรญะอ์ทั้งหมด (ยกเว้นท่านอายะตุลลอฮ์วะฮีด และอายะตุลลอฮ์ศอฟี) ให้ทัศนะว่า หากการชำระคุมุสจำนวนดังกล่าวทำให้ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ (แม้จะชำระเป็นงวดก็ตาม) ถือว่าไม่จำเป็นต้องชำระคุมุสนั้น ๆ[1] อายะตุลลอฮ์ศอฟีย์และอายะตุลลอฮ์วะฮีดเชื่อว่าจะต้องชำระคุมุส แต่สามารถเจรจาผ่อนผันกับทางผู้นำทางศาสนา[2] ท่านอายะตุลลอฮ์นูรี, ตับรีซี, บะฮ์ญัตให้ทัศนะไว้ว่า ในส่วนของทุนทรัพย์ที่จำเป็นสำหรับการทำมาหากินนั้น ไม่จำเป็นจะต้องชำระคุมุส แต่หากมากกว่านั้น ถือว่าจำเป็นที่จะต้องชำระ[3] แต่ทว่าหากซื้อที่ดินนี้ด้วยกับเงินที่ชำระคุมุสแล้ว หรือได้ซื้อหลังจากปีคุมุสได้ผ่านพ้นไปแล้ว หรือได้ซื้อหลังจากปีคุมุสและขายไปก่อนที่จะถึงปีคุมุสหน้า ก็ไม่จำเป็นจะต้องชำระคุมุสแต่อย่างใด ทว่าหากได้กำไรจากการซื้อขายที่ดินดังกล่าว หากหลงเหลือจนถึงปีคุมุสถัดไปจำเป็นที่จะต้องชำระคุมุสด้วย

เนื้อหาที่มีผู้อ่านมากที่สุด

  • อะไรคือหน้าที่ๆภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีบ้าง?
    59795 สิทธิและกฎหมาย 2554/07/07
    ความมั่นคงของชีวิตคู่ขึ้นอยู่กับความรักความผูกพัน ความเข้าใจ การให้เกียรติและเคารพสิทธิของกันและกัน และเพื่อที่สถาบันครอบครัวจะยังคงมั่นคงเป็นปึกแผ่น อิสลามจึงได้ระบุถึงสิทธิของทั้งภรรยาและสามี ขณะเดียวกันก็ได้กำหนดหน้าที่สำหรับทั้งสองฝ่ายไว้ด้วย เนื่องจากเมื่ออัลลอฮ์ประทานสิทธิ ก็มักจะกำหนดหน้าที่กำกับไว้ด้วยเสมอ ข้อเขียนนี้จะนำเสนอหน้าที่ทางศาสนาบางส่วนที่ภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีดังต่อไปนี้:1. ...
  • ดุอาใดบ้างที่ทำให้ได้รับพรเร็วที่สุด?
    57150 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/07/03
    มีดุอาที่รายงานจากอิมาม(อ.)หลายบทที่กล่าวขานกันว่าเห็นผลตอบรับอย่างรวดเร็ว แต่เนื่องจากไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาดุอาทั้งหมด ณ ที่นี้ได้ จึงขอกล่าวเพียงชื่อดุอาที่มีความสำคัญเป็นพิเศษดังต่อไปนี้1. ดุอาตะวัซซุ้ล2. ดุอาฟะร็อจ
  • กรุณานำเสนอบทดุอาเพื่อให้ได้พบคู่ครองที่เหมาะสมและเปี่ยมด้วยตักวา
    41947 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/06/12
    ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีปัจจัยและเงื่อนไขจำเพาะตามที่พระเจ้าทรงกำหนดหากเราประสงค์สิ่งใดย่อมต้องเริ่มจากการตระเตรียมปัจจัยและเงื่อนไขเสียก่อนปัจจัยของการแต่งงานคือการเสาะหาและศึกษาอย่างละเอียดทว่าเพื่อความสัมฤทธิ์ผลในการดังกล่าวจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์เพื่อทรงชี้นำการตัดสินใจและความพยายามของเราให้บรรลุดังใจหมาย.การอ่านบทดุอาต่างๆที่รายงานจากบรรดาอิมาม(อ)ต้องควบคู่กับความพยายามศึกษาและเสาะหาคู่ครองอย่างถี่ถ้วน. หนึ่งในดุอาที่เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะก็คือรายงานที่ตกทอดมาจากท่านอลี(อ)ดังต่อไปนี้: “ผู้ใดประสงค์จะมีคู่ครอง
  • ด้วยเหตุผลอันใดที่ต้องกล่าว อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอน นิรเราะญีม ก่อน บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม?
    38842 วิทยาการกุรอาน 2555/08/22
    หนึ่งในมารยาทของการอ่านอัลกุรอาน ซึ่งมีกล่าวไว้ในอัลกุรอาน และรายงานฮะดีซคือ การกล่าว อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอน นิรเราะญีม ก่อนที่จะเริ่มอ่านอัลกุรอาน หรือแม้แต่ให้กล่าวก่อนที่จะกล่าว บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม เสียด้วยซ้ำไป ด้วยเหตุผลที่ว่า บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม นั้นเป็นส่วนหนึ่งของอัลกุรอาน อย่างไรก็ตามการขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺ มิใช่แค่เป็นเพียงคำพูดเท่านั้น ทว่าสิ่งนี้จะต้องฝังลึกอยู่ภายในจิตวิญญาณของเรา ซึ่งต้องสำนึกสิ่งนี้อยู่เสมอตลอดการอ่านอัลกุรอาน ...
  • ครูบาอาจารย์และลูกศิษย์(นักเรียนนักศึกษา)มีหน้าที่ต่อกันอย่างไร?
    38650 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/11/14
    ผู้สอนและผู้เรียนมีหน้าที่ต่อกันหลายประการด้วยกันซึ่งสามารถจำแนกออกเป็นสองส่วนก. หน้าที่ที่ผู้สอนมีต่อผู้เรียนอันประกอบด้วยหน้าที่ทางจริยธรรมการอบรมและวิชาการ ข. หน้าที่ที่ผู้เรียนมีต่อผู้สอนอาทิเช่นการให้เกียรติครูบาอาจารย์ยกย่องวิทยฐานะของท่านนอบน้อมถ่อมตน ...ฯลฯ ...
  • ก่อนการสร้างนบีอาดัม(อ) เคยมีการแต่งตั้งญินให้เป็นศาสนทูตสำหรับฝ่ายญินหรือไม่?
    33785 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/06/12
    อัลกุรอานยืนยันการมีอยู่ของเหล่าญินรวมทั้งได้อธิบายคุณลักษณะบางประการไว้ถึงแม้ว่าข้อมูลของเราเกี่ยวกับโลกของญินจะค่อนข้างจำกัดแต่เราสามารถพิสูจน์ว่าเหล่าญินเคยมีศาสนทูตที่เป็นญินก่อนการสร้างนบีอาดัมโดยอาศัยเหตุผลต่อไปนี้:1. เหล่าญินล้วนมีหน้าที่ทางศาสนาเฉกเช่นมนุษย์เราแน่นอนว่าหน้าที่ทางศาสนาย่อมเป็นผลต่อเนื่องจากการสั่งสอนศาสนาด้วยเหตุนี้จึงมั่นใจได้ว่าอัลลอฮ์ทรงเคยแต่งตั้งศาสนทูตสำหรับกลุ่มชนญินเพื่อการนี้2. เหล่าญินล้วนต้องเข้าสู่กระบวนการพิพากษาในวันกิยามะฮ์เฉกเช่นมนุษย์เราซึ่งโดยทั่วไปแล้วก่อนกระบวนการพิพากษาทุกกรณีจะต้องมีการชี้แจงข้อกฏหมายจนหมดข้อสงสัยเสียก่อนและการชี้แจงให้หมดข้อสงสัยคือหน้าที่ของบรรดาศาสนทูตนั่นเอง
  • เนื่องจากอัลลอฮฺทรงรอบรู้เหนือโลกและจักรวาล ฉะนั้น วัตถุประสงค์การทดสอบของอัลลอฮฺคืออะไร?
    27742 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/03/08
    ดังที่ปรากฏในคำถามว่าการทดสอบของอัลลอฮฺไม่ได้เพื่อการค้นหาสิ่งที่ยังไม่รู้เนื่องจากอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงปรีชาญาณเหนือทุกสรรพสิ่งแต่อัลกุรอานหลายโองการและรายงานที่ตกมาถึงมือเรากล่าวว่าการทดสอบเป็นแบบฉบับหนึ่งและเป็นกฎเกณฑ์ของพระเจ้าที่วางอยู่บนแบบฉบับอื่นๆอันได้แก่การอบบรมสั่งสอนการชี้นำโดยรวมของพระเจ้าอัลลอฮฺ
  • ปีศาจ (ซาตาน) มาจากหมู่มะลาอิกะฮฺหรือญิน ?
    27600 การตีความ (ตัฟซีร) 2553/12/22
    เกี่ยวกับคำถามที่ว่าชัยฎอนเป็นมะลาอิกะฮฺหรือญินมีมุมมองและทัศนะแตกต่างกันแหล่งที่มาของความขัดแย้งนี้เกิดจากเรื่องราวการสร้างนบีอาดัม (อ.) เนื่องจากเป็นคำสั่งของพระเจ้ามวลมะลาอิกะฮ์ทั้งหลายจึงได้กราบสุญูดอาดัมแต่ซาตานไม่ได้ก้มกราบบางคนกล่าวว่าชัยฎอน (อิบลิส) เป็นมะลาอิกะฮฺ, โดยอ้างเหตุผลว่าเนื่องจากโองการอัลกุรอานกล่าวละเว้น, อิบลิสไว้ในหมู่ของมะลาอิกะฮฺ (มะลาอิกะฮ์ทั้งหมดลดลงกราบยกเว้นอิบลิส) ดังนั้นอิบลิส
  • อายะฮ์ إِذا مَا اتَّقَوْا وَ آمَنُوا وَ عَمِلُوا الصَّالِحاتِ ثُمَّ اتَّقَوْا وَ آمَنُوا ثُمَّ اتَّقَوْا وَ أَحْسَنُوا وَ اللَّهُ یُحِبُّ الْمُحْسِنین การกล่าวซ้ำดังกล่าวมีจุดประสงค์ใด?
    27417 การตีความ (ตัฟซีร) 2555/02/07
    ในแวดวงวิชาการมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องการย้ำคำว่าตักวาในโองการข้างต้นบ้างเชื่อว่ามีจุดประสงค์เพื่อให้เล็งเห็นความสำคัญของประเด็นเกี่ยวกับตักวาอีหม่านและอะมั้ลที่ศอลิห์
  • เมื่ออัลลอฮฺ มิทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลายจากสิ่งใดทั้งหมด, หมายความว่าอำนาจของพระองค์ได้ถ่ายโอนไปสู่วัตถุปัจจัยกระนั้นหรือ?
    25465 รหัสยทฤษฎี 2555/05/17
    ใช่แล้ว การสร้างจากสิ่งไม่มีตัวตนมีความหมายตามกล่าวมา, เนื่องจากคำว่า ไม่มีตัวตน คือไม่มีอยู่ก่อนจนกระทั่งอัลลอฮฺ ทรงสร้างสิ่งนั้นขึ้นมา รายงานฮะดีซก็กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้เช่นกันว่า อำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า มีความเป็นหนึ่งเดียวกันกับคุณลักษณะอื่นของพระองค์ ซึ่งเกินเลยอำนาจความรอบรู้ของมนุษย์ เนื่องจากสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลายได้ถูกสร้างขึ้นมา จากสิ่งไม่มี ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย เปรียบเสมือนภาพที่ถ่ายโอนอำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า เราเรียกนิยามนี้ว่า “การสะท้อนภาพ”[1]ซึ่งในรายงานฮะดีซได้ใช้คำว่า “การเกิดขึ้นของคุณลักษณะ” : อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงเป็นพระผู้อภิบาลของเราที่มีความเป็นนิรันดร์ ความรอบรู้คือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีความรอบรู้อันใด การได้ยินคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการได้ยินใดๆ การมองเห็นคือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการมองเห็นอันใด อำนาจคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีอำนาจอันใด และเนื่องจากพระองค์คือ ผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย ทำให้สิ่งเหล่านั้นมีและเป็นไป ความรู้ของพระองค์ได้ปรากฏบนสิ่งถูกรู้จักทั้งหลาย การได้ยิน ได้ปรากฏบนสิ่งที่ได้ยินทั้งหลาย การมองเห็นได้ปรากฏบนสิ่งมองเห็น และอำนาจของพระองค์ ...